Kohyaoproject's Blog


ที่มาที่ไปของโครงการ
ธันวาคม 10, 2009, 8:04 am
Filed under: 1

จุดเริ่มมาจากที่ชาวเกาะยาวต้องการสร้างเรือนพักผู้ป่วยแทนอาคารหลังเดิมซึ่งคับแคบและทรุดโทรม เพราะมันมาดัดแปลงเป็นอาคารหลังเก่าแก่อายุสามสิบปีที่เคยเป็น office มาก่อน ดังนั้นสถานที่จึงคับแคบและไม่ตอบสนองต่อการใช้งาน ถ้าเราสนใจเรื่องการเยียวยา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านร่างกาย จะรู้ว่ากระบวนการเยียวยาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านสุขภาพอื่นๆทางด้านจิตใจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณ  ผมเคยเป็นนักเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่โตทว่าหดหู่ แม้ว่าคนไข้จะหายจากโรคแต่เขาไม่มีความสุขเลย  กระทั่งหมอพยาบาลเองก็คงไม่มีความสุขนักในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เวลาเราได้มีโอกาสอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆในชนบท ทำอย่างไรถึงจะขจัดภาพเหล่านั้นออกไปได้  เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ด้วยงบประมาณอันจำกัด ทำให้เราต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชาวบ้านช่วยกันจัดงานการกุศลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อหาเงินมาให้โรงพยาบาลด้วยตัวของเขาเอง  ก่อสร้างต่อเติมไปทีละห้อง จนสถานีอนามัยบนเกาะกลายเป็นโรงพยาบาลที่เล็กที่สุด  เป็นสิ่งที่เล็กแต่งดงาม

ในปีนี้เราจะช่วยกันทำสิ่งที่ยากที่สุดในโรงพยาบาลคือทำอาคารเรือนพักผู้ป่วยหลังนี้ เพราะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นหลายเท่า

จากการเรียนรู้ที่ผ่านมาจากชีวิตจริงในชุมชน  เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการออกแบบโรงพยาบาลแบบเดิมๆนั้นไม่อาจทำให้กระบวนการเยียวยาให้เกิดขึ้นได้  และมันค่อนข้างไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชนบท เพราะเราออกแบบตามมาตรฐานการแพทย์แบบตะวันตก ผลก็เป็นอย่างที่เห็นกันในโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไป  ใครไม่ป่วยเข้าไปแล้วก็ป่วย เราลืมไปว่าวิถีแบบเอเชียคือการที่เรามีญาติเป็นจำนวนมากที่มาเฝ้าไข้ เราจึงเห็นญาติคนไข้ผลัดเปลี่ยนกันมานอนใต้เตียงในโรงพยาบาลรัฐบาล  เราต้องการตายอย่างสงบและมีญาติพร้อมหน้าพร้อมตา  เรามีพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  เรามีพิธีรับขวัญเด็กเกิดใหม่  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเพราะเราไม่เคยออกแบบพื้นที่ไว้รองรับ  และเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การแพทย์แบบตะวันตกนั้นได้กันผู้คนจำนวนมากให้ออกไปจากโรงพยาบาล เช่นแพทย์พื้นบ้าน  ผู้นำศาสนาที่ผู้ป่วยศรัธทา หรือแม้กระทั่งหมอตำแย คนเหล่านี้ในอดีตคือมิติทางด้านจิตวิญญาณ  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องงมงายแต่เป็นเรื่องของระบบความสัมพันธ์ในชุมชน และสิ่งเหล่านี้เองมีผลอย่างมากที่เอื้อให้กระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นได้  ตอนนี้มุมมองวิธีคิดด้านการแพทย์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราดูแลอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงด้านสังคมเพราะความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านจิตใจและสังคมด้วย เวลาคนไข้มาโรงพยาบาลเรายังต้องดูไปพร้อมกันทั้งครอบครัว  เรามีสิ่งที่เรียกว่าแฟ้มครอบครัว  จะบันทึกข้อมูลสุขภาพของทุกคนในบ้าน เราดูได้ว่าภรรยาของเขาเพิ่งคลอดลูก  แม่เขาเป็นเบาหวาน เดือนที่แล้วยังไม่ได้มารับยา  ลูกคนโตยังไม่ได้มาฉีดวัคซีน บรรยากาศของการรักษาจะเต็มไปด้วยการพูดคุย ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นโรคที่ต้องส่งต่อไปยังที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า เราจะจะประสานงานให้ผู้้ป่วยเข้าถึงได้รวดเร็ว เร็วเพราะเราได้คัดกรองไปแล้วโทรติดต่อประสานงาน  หรือบางโรคที่อยู่ในระยะสุดท้าย  โรงพยาบาลใหญ่ๆ หมดทางรักษาแล้วก็จะส่งกลับมาให้เราดูแลต่อในชุมชน  นี่คือข้อดีของการที่เราอยู่ในชุมชน  เป็นด่านแรกในระบบสุขภาพที่คนจะมาหาเรา  คุณอาจคิดว่าหมออยู่ตามบ้านนอกนั้นไม่เก่ง แต่ว่านั่นคือคนละบทบาทหน้าที่  อยู่ในชุมชนเราเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าซ่อมสุขภาพ ไม่อย่างนั้นแล้วจะมีผู้คนจำนวนมากไปแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภาพแห่งความหดหู่ไม่มีวันหายไป  ทุกคนก็เป็นทุกข์กันเหมือนเดิม  เวลานี้โจทย์ของเราอย่างหนึ่งคือว่าทำอย่างไรให้กระบวนการสร้างสุขภาพเกิดขึ้นในทุกกระบวนการ  คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน นี่คือการจัดการความรู้ เช่นเวลาญาติมาเยี่ยมคนไข้ทุกคนควรต้องได้รับการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง  ง่ายๆแค่นี้แต่เราบอกว่าตอนนี้คุณอ้วนเกินไปแล้วนะ กินอาหารอะไรบ้าง  ถ้าเรามีห้องครัวที่เอ้ือ มีสวนสมุนไพรมีสวนครัวในโรงพยาบาล ญาติทำอาหารให้พวกเขากินกัน ตรงนี้เราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้  หรือว่าญาติมาเยี่ยมแล้วอยู่ว่างๆ  ลองเข้าห้องอบสมุนไพรไหม ช่วยกันก่อฟืนนะ เราต้องทำให้ภาพอย่างนี้มันเกิดขึ้น  ถามว่าทำอย่างไรอาคารเรือนพักผู้ป่วยหลังนี้จะเกิดขึ้นได้

 แน่นอนเราต้องดูข้อด้อยของเรา ข้อด้อยของเราคืออะไร คือการออกแบบตามๆกันไปโดยใช้แบบแปลนชุดเดียว เวลาออกแบบก็ไม่ได้มาถามคนไข้ว่า ตึกแบบนี้เตียงแบบนี้ เราชอบหรือเปล่า บางที่อาจอยากได้ห้องสวดมนต์ ห้องละหมาด แต่เราไม่เคยถาม

คนไข้รู้สึกยังไง อบอุ่นแค่ไหนที่อยู่ในห้องสีเหลี่ยมขาวๆแข็งๆแบบนี้ นอนบนเตียงสูงๆที่มีราวเหล็กกั้น แล้วญาติก็ต้องนอนอัดกันอยู่ใต้เตียง  ความสำคัญของการออกแบบอยู่ที่นี่ครับ อยู่ที่การออกแบบที่ดีช่วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับหมอ ผมเคยมีประสบการณ์ ยืนตรวจคนไข้บนเตียงที่โรงพยาบาล กับไปนั่งลงตรวจคนไข้ที่นอนอยู่บนฟากที่บ้าน ต่างกันแค่นี้เองแต่ความรู้สึกมันต่างกันมาก รู้สึกใกล้ชิด การนั่งเสมอกับญาติอะไรต่างๆ พวกนี้ทำให้บรรยากาศในการรักษาต่างกันเยอะ  การออกแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเราได้ไปซักถามกับชาวบ้านจริงๆ   พูดคุยกับพวกเขาอย่างเคารพในภูมิปัญญา แล้วเราจะเห็นมิติที่ลึกมากขึ้น  โครงการนี้ผมชวนกลุ่มสถาปนิกที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดกระบวนการพวกนี้ให้เกิดขึ้น คุณชวณัฐ ล้วนเส็ง   เคยทำงานแบบนี้ที่เกาะมุกด์ หรือโครงการอนุรักษ์ตลาดสามชุก แรกเริ่มเรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกัน และคุณชวณัฐก็ชักชวนเพื่อนๆสถาปิกที่มีแนวคิดคล้ายๆกัน ที่อยากจะเปลี่ยงแปลงอะไรบางอย่างแบบที่ผมเล่าให้ฟังลองมานั่งคุยกัน  จนตอนหลังพวกเขาจัดประชุมหารือที่คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ผมไปนำเสนอความเป็นมาเป็นไป  แล้วลองดูว่าใครว่างตอนไหนจะมาช่วยในขั้นตอนไหนได้บ้าง การประชุมวันนั้นคนที่มาร่่วมมีทั้งสถาปนิก นักศึกษา ศิลปินเกือบๆ สามสิบคนพวกเขาก็คุยกันว่าจะหาอาสาสมัครลงมาที่เกาะยาว ในวัันที่ชาวบ้านจัดงานการกุศลเพื่อหาทุนสร้างอาคารนั้นเอง นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบได้ลงพื้นที่ มาพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน  ลองมาวางแผนผังกับชาวบ้าน สัมภาษณ์หมอสมุนไพร บางคนก็ออกไปสำรวจสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น   ดังนั้นหลักการของการออกแบบไม่ได้มีอะไรมากกว่าการเปิดพื้นที่ให้กับชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการออกแบบนั่นเอง  ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในขั้นตอนแรกๆนี้ไปจนถึงการปรับปรุงแบบ   พวกเขามีสิทธิเลือกแบบที่เขาต้องการจริงๆ  จนกระทั่งมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง  และที่สำคัญกว่านั้นและจะเป็นผลที่เราต้องการคือชาวบ้านจะเป็นคนกำหนดรูปแบบกิจกรรมและการใช้พื้นที่ทั้งหมดของโรงพยาบาล ทั้งกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพที่เราคาดหวัง การเยียวยารักษาที่เข้ากับวีถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขาก็จะเกิดขึ้น    

     ตอนนี้โครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการนำข้อมูลทั้งหมดจากชุมชนขึ้นไปสู่การออกแบบ  โดยสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ก็จะมีเรือนนวดแผนไทย ลานชุมชน สวนสมุนไพร โรงครัวและสวนครัวและที่สำคัญคือเรือนพักผู้ป่วยจำนวนสิบเตียง มีการปรับปรุงอาคารเดิมและภูมิสถาปัตย์เพื่อให้บรรยากาศทั้งหมดนี้เป็นเนื้อเดียวกัน  ทีมออกแบบจะลงมาที่เกาะยาวอีกครั้งในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้เพื่อนำแบบจำลองทั้งหมดมาจัดนิทรรศการ  แลกเปลี่ยนความเห็นกับชาวบ้าน โดยรูปธรรมแล้วในที่สุดเราก็จะแบบของเรือนพักที่เหมาะสม  ไม่สำคัญว่าชาวบ้านจะหาเงินทุนในการก่อสร้างมาได้เท่าไร (ขณะนี้ยอดเงินจากการจัดงานการกุศลที่เกาะยาว  วันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมาคือหนึ่งแสนบาท)  เราคงต้องหาผู้สนับสนุนจากภายนอกด้วย เมื่อได้แบบแปลนแล้วผมกับชาวบ้านก็จะนำแบบแปลนนี้ไปขอสนับสนุนจากภายนอกด้วย อยากไปเล่าให้ฟังว่าเราทำอะไรมาบ้าง กระบวนการเหล่านี้มีความงดงามอย่างไร  ผมอยากให้จุดนี้เป็นจุดเริ่มในการเปลี่ยนแปลง เพราะที่สำคัญกระบวนการได้ทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นมากมาย  ทุกคนจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันกับชาวบ้านทั้งเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข ทีมสถาปนิกและผู้สนับสนุนทั้งหลาย  นี่คือโอกาสแห่งความเป็นไปได้ พลังแห่งการบวกเพิ่มและร่วมมือกันก็จะปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง  คุณๆทุกๆคนก็มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ได้นะครับ

(คัดจากนิตยสาร Jibjib นิตยสารแจกฟรีบนสายการบิน ที่สัมภาษณ์ นพ.มารุต ถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ครับ)

รายละเอียดโครงการ

โครงการก่อสร้างเรือนพักผู้ป่วยใน โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ

Participated Design for Inpatient ward

สู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลต้นแบบ

“สถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่็จะมีเรือนนวดแผนไทย ลานชุมชน สวนสมุนไพร ห้องอบไอน้ำสมุนไพร  โรงครัว สวนครัวและที่สำคัญคือเรือนพักผู้ป่วยจำนวนสิบเตียง  ผู้ป่วยจะได้นอนพักรักษาในเรือนพักที่อบอุ่น แวดล้อมด้วยญาติมิตร  สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ตั้งแต่วัฒนธรรมการคลอดจนถึงการเสียชีวิต  มีห้องพักพิเศษสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย  มีห้องครัวเปิดสำหรับการเรียนรู้เรื่องอาหารสุขภาพ
ทั้งหมดนี้ี่คือการผสานภูมิปัญญาของชุมชนเข้ากับการเยียวยาและการส่งเสริมสุขภาพ”

ความเป็นมาของโครงการ  : เมื่อความต้องการของชุมชนมาบรรจบกับแนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัว

จุดกำเนิดจากความยากลำบากในการเข้าถึงบริการของชุมชน

เกาะยาวใหญ่ เป็นเกาะในทะเลอันดามัน  ในเขตอำเภอเกาะยาวซึ่งประกอบด้วยเกาะสองเกาะ คือเกาะยาวน้อย และเกาะยาวใหญ่  ระยะทาง 1  ชั่วโมงโดยเรือจากฝั่งที่ภูเก็ต กระบี่ หรือพังงา
 

เกาะยาวน้อย มีชุมชนตำบลเกาะยาวน้อยประชากร 4000 คน และเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการต่างๆ เช่นที่ว่าการอำเภอ โรงเรียนและโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ ซึ่งได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และมูลนิธิชัยพัฒนาในการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ ขยายขนาดจาก 10 เตียงเป็น 30 เตียง  

ในอีกสองชุมชนใหญ่คือตำบลพรุใน และตำบลเกาะยาวใหญ่ มีประชากรราว 10,000 คน  รวมกันอยู่ที่เกาะยาวใหญ่ ด้านใต้ของเกาะยาวน้อย มีสถานีอนามัย 3 แห่งคือสถานีอนามัยเกาะยาวใหญ่  สถานีอนามัยโล๊ะโป๊ะ และสถานีอนามัยตำบลพรุใน ซึ่งในปัจจุบันคือ ศูนย์แพทย์ชุมชนพรุใน  ซึ่งมีแพทย์อยู่ประจำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้กับชุมชน  ทั้งสามแห่งนี้รวมเป็นเครือข่ายสุขภาพเกาะยาว มีแพทย์หนึ่งคนดูแล 

ศูนย์แพทย์ชุมชนพรุใน ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากชุมชน ทุกๆปี ซึ่งเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ชาวชุมชนจะจัดงานการกุศลเพื่อหารายได้สมทบทุนเพื่อก่อสร้างต่อเติมสถานีอนามัย เช่นสามารถสร้างห้องคลอด ห้องฉุกเฉิน ห้องย า ห้องตรวจวินิจฉัยโรค  และปรับปรุงอาคารหลังเก่าแก่อายุ 30 ปี เป็นเรือนพักผู้ป่วยขนาด 5 เตียง จนศูนย์แพทย์ชุมชนพรุใน ได้ชื่อว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย  แม้ด้วยเงินทุนอันจำกัดและอุปสรรคความล่าช้านานา นี่คือน้ำพักน้ำแรงของชาวชุมชนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นความภาคภูมิใจที่ก่อร่างสร้างมาด้วยกันตลอดเกือบ 8 ปีที่ผ่านมา     ในขณะนี้ ชาวชุมชนกำลังจะสร้างเรือนพักผู้ป่วยขึ้นมาใหม่  โดยมีแนวความคิดว่าอาคารหลังใหม่นี้จะเป็นเรือนพักที่เหมาะสม สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน  แทนหลังเดิมซึ่งชำรุดทรุดโทรม แออัดคับแคบ และมีลักษณะที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากของเดิมนั้นปรับปรุงมาจากอาคารที่ทำการ ไม่่สามารถรองรับการให้บริการได้ เนื่องจากความจำกัดของสภาพอาคารแต่ต้องรองรับเตียงผู้ป่วยถึงห้าเตียงในห้องเดียวกัน  ได้จัดงานการกุศลเพื่อระดมทุนวันที่ 9-10 ตุลาคม 2552

มีเงินในกองทุนก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในแล้ว 150,000 บาท

แนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัวกับการออกแบบเรือนพักผู้ป่วย

เวชศาสตร์ครอบครัวคือการแพทย์ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการแพทย์

จากเดิมที่เป็นแนวคิดแบบชีวภาพการแพทย์ (Biomedical Model-รักษาโรค) มาเป็นแนวคิดเชิงชีวภาพ-จิต-สังคม (Bio-psycho-social Model -รักษาคนทั้งคนอย่างเป็นองค์รวม)  กระบวนทัศน์ใหม่ทางการแพทย์กล่าวถึงทัศนะที่เกี่ยวข้องกับโรคว่า โรคไม่ สามารถแยกจากคน หรือแยกคนจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ความเจ็บป่วยทุกชนิดมีองค์ประกอบทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งมีสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน

ปัจจุบันขอบเขตของ จิต-สังคมได้ขยายออกไปกว้างมากขึ้น ครอบคลุมอารมณ์ จิตวิญญาณ สังคม วัฒนธรรม ของบุคคล ครอบครัว และชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ป้องกัน และสร้างสุขภาพ  และขยายการดูแลความเจ็บป่วยจากบุคคลไปยังครอบครัวรวมถึงชุมชนด้วย

ดังนั้นกระบวนการเยียวยารักษาในกระบวนทัศน์ใหม่ทางการแพทย์นี้ จะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อความเจ็บป่วย รวมถึงมีผลต่อการรักษาด้วย  กระบวนการรักษาเยียวยาควรต้องคล้องประสานไปกับวิถีชีวิต ศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชน  ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในเรือนพักผู้ป่วย

การออกแบบต้องเปิดพื้นที่ให้กับการดูแลอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านอารมณ์ซึ่งควรผ่อนคลายและอบอุ่น เปิดโอกาสให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาเยียวยา  ทางด้านจิตวิญญาน ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความศรัทธาของผู้ป่วย   คำนึงถึงวัฒนธรรมชุมชน เช่นวัฒนธรรมการเกิดจนถึงการตาย  และนำเอาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของชุมชนมาประยุกต์เข้ากับการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยและครอบครัวด้วย เช่น ภูมิปัญญาด้านสมุนไพร  การอบไอน้ำสมุนไพร   การออกแบบเรือนพักที่เหมาะสมจะสามารถเอื้อให้เกิดกิจกรรมและความสัมพันธ์ใหม่

ให้เกิดขึ้นในกระบวนการเยียวยา เช่นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย,ครอบครัวผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์ ระหว่างผู้ป่วยกับชุมชน  

กระบวนการการออกแบบแบบมีส่วนร่วม

การออกแบบอย่างมีส่วนร่วมนั้นเริ่มต้นจากการเรียนรู้จากสภาพการใช้งานเดิมและปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งแนวคิดในการปรับปรุงใหม่ ให้มีการใช้งานโรงพยาบาลที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต โดยกระบวนการออกแบบทำให้ชุมชนและโรงพยาบาลมีความชัดเจนในการใช้งานร่วมกัน เพื่อกำหนดรูปแบบ กิจกรรมหรือความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นใหม่  โดยมีหลักการคือ ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และคืนความเป็นเจ้าของสู่ชุมชนโดยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของผ่านกระบวนการสำรวจความคิดเห็น  ซึ่งนอกจากความต้องการทางแพทยศาสตร์และการออกแบบสถาปัตยกรรมแล้ว ยังให้ความสำคัญถึงด้านมนุษยวิทยา สังคมวิทยาอีกด้วย 

ค่าประมาณงานก่อสร้าง

งานสถาปัตย์และงานโครงสร้าง  10,024,900

งานระบบสำหรับโรงพยาบาล      3,000,000

contengency cost 15 %           1,500,000

รวมประมาณการก่อสร้าง          14,524,900



เปลี่ยน
ธันวาคม 10, 2009, 8:02 am
Filed under: 1

หมายเหตุ นิตยสารสื่อสังคมอย่าง BE magazine  ได้ชวนผม (มารุต) ให้เขียนบทความแนะนำโครงการออกแบบที่เกาะยาว เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ให้การสนับสนุนต่างๆ  ขอขอบคุณ บรรณาธิการและคุณปุ้ม ทีมบกของ BE มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ 

บทความนี้ ผมตั้งชื่อว่า “เปลี่ยน” ครับ

“Architecture or Revolution. Revolution can be avoided.” 
Le Corbusier, Vers une Architecture, 1923

ถ้าสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส Le Corbusier มีชีวิตอยู่ถึงสมัยนี้ เขาอาจจะต้องทบทวนคำพูดของเขาเสียใหม่ก็ได้ 

เพราะว่าเมื่อโลกหมุนมาพบความซับซ้อนในด้านต่างๆ วิทยาการในยุคโมเดิร์นอาจจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว ทั้งทางสถาปัตยกรรม 

การแพทย์ รวมถึงศาสตร์อื่นๆซึ่งมีพื้นฐานจากกระบวนความคิดแบบวิทยาศาสตร์เก่า  และสำหรับปัญหาบางเรื่อง เรามีบทเรียนมากเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงมัน 

เมื่อตอนผมเป็นนักเรียนแพทย์ ทุกๆ วัน เวลาสี่โมงเย็นตอนเดินไปตรวจคนใข้ตามตึกต่างๆ ในรอบบ่าย ผมจะเห็นภาพคนไข้จำนวนมหาศาล นอนอยู่บนเตียงซึ่งบางตึกคนไข้ต้องนอนด้วยแปลสนามล้นออกมาจากอาคาร ญาติคนไข้ซึ่งมีสีหน้าซูบซีดพอๆกัน นอนอยู่บนพื้นตามโถงระเบียง  กลิ่นน้ำยาเคมี เสียงเครื่องช่วยหายใจฟืดฟาด และอากาศร้อนอบอ้าวในยามบ่าย ย้อนกลับมาดูหน้าตาตัวเองและเพื่อนๆนักเรียนแพทย์ รุ่นพี่ อาจารย์แพทย์ ทุกคนล้วนเป็นทุกข์กับการรักษาพยาบาล  

ครั้งหนึ่งอาจารย์อนุญาตให้คนไข้คนหนึ่งกลับบ้านได้ หลังจากนอนพักรักษาอยู่เป็นเวลานานหลายวัน ด้วยโรคซึ่งพบยากและท้าทายต่อการรักษา  ด้วยกระบวนการรักษาย่งยากซับซ้อน ในที่สุดคนไข้ก็มีอาการทุเลาจนกลับบ้านได้ พวกเราดีใจกันมาก 

แต่เมื่อสิ้นเสียงอาจารย์ ผมหันไปมองหน้าผู้ป่วย ในดวงตาของเขาไม่มีประกายความสุขหรือพึงใจต่อสิ่งใดๆเลย ผมจึงฉุกคิดว่ามันอาจจะมีอะไรผิดพลาดในระบบการรักษาของเรา  จนในภายหลังผมเรียนรู้ว่า เมื่อเราเป็นหมอ ความสำคัญคือเราไม่ใช่รักษา”โรค” แต่เรารักษา”คน” และคำว่า “คน” มีนิยามกว้างไปกว่าปัจจัยทางชีวภาพนอกเหนือไปจากที่ผมเคยเรียนในวิชาภายวิภาคศาสตร์หรือสรีรวิทยา แต่นั่นรวมถึงศาสตร์ต่างๆที่มีในโลกนี้ ที่ทำการศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์ (แน่นอน มีไว้เข้าใจตัวเราเองด้วย) ทั้งมนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมกรรมศาสตร์ด้วย เพราะนอกจากปัจจัยชีวภาพแล้ว ความเจ็ยป่วยของมนุษย์เรายังเกิดจากปัจจัยทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และมิติทางจิตวิญญาน

ในวันนั้น ผมเดินออกจากแถวราวน์วอร์ด และคิดในใจว่า ผมจะไม่อยู่ในระบบการรักษาซึ่งอมทุกข์แบบนี้  ไม่เอาตึกใหญ่ๆที่คนไข้เข้ามาแล้วรู้สึกตัวลีบลงเรื่อยๆ และต้องเดินจากจุดเอไปยังจุดบีแบบสายพานการผลิตในระบบอุตสหกรรม  ที่ผู้ป่วยนอนพักย่อมไม่ควรเป็นอาคารคล้ายโกดังซึ่งบรรจุเตียงได้จำนวนร้อยหรือพัน แต่ควรมีลักษณะอบอุ่นเหมือนบ้าน  เป็นที่ซึ่งอนุญาติให้เราเกิดแล้วมีผู้ย่าตายายมารับขวัญ  เป็นที่ซึ่งอนุญาติให้ญาติจำนวนมากมาเยี่ยมและทำกับข้าวกินกัน อนุญาตแม้กระทั่งยอมรับการแพทย์พื้นบ้านหรือแม้แต่พ่อมดหมอผีมาสวดมนต์ให้กับผู้ป่วยหากว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ  และเป็นที่ที่ผู้ป่วยเสียชีวิตลงอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ใช้ลมหายใจสุดท้ายของชีวิตร่วมกับลูกๆหลานๆที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

“small is beautiful”

จากวันนั้นถึงวันนี้  ผมมีโอกาสทำงานในโรงพยาบาลที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทย  โรงพยาบาลของเราตั้งอยุ่บนเกาะกลางทะเลอันดามันในเขตจังหวัดพังงา มีคนอยู่ที่เกาะนี้หนึ่งหมืื่นคน เมื่อหกเจ็ดปีก่อนที่ผมมาอยู่ที่นี่ มันเคยเป็นสถานีอนามัยประจำตำบลมาก่อน ด้วยทรัพยากรอันจำกัด ชาวบ้านได้ช่วยกันก่อสร้างต่อเติมอาคารจนกลายมาเป็นโรงพยาบาล เทียบกับการสร้างโรงพยาบาลใหม่ราคาหลายเกือบร้อยล้านบาท กับเงินเพียงสองแสนบาทที่ชาวบ้านหามาช่วยสร้างโรงพยาบาลของพวกเขาเอง คงจะเพียบกันไม่ติด ยิ่งเทียบกับเงินไม่กี่หมื่นบาทที่ชาวบ้านช่วยกันปรับปรุงอาคารอายุสามสิบปีให้กลายเป็นเรือนพักผู้ป่วย รับคนไข้นอนที่โรงพยาบาลได้ห้าเตียง  ระยะเวลาที่ผ่านมา เราร่วมกันเก็บเล็กผสมน้อย ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ขับเคลื่อนไปด้วยวิถีแห่งน้ำจิตน้ำใจซึ่งกอรปด้วยสิ่งเล็กๆทว่างดงาม  และมันได้ย้อนกลับไปถึงวันที่ผมยังเป็นนักเรียนแพทย์ และมันทำให้ผมตั้งคำถามว่า “เราจะเปลี่ยนระบบการรักษาพยาบาลซึ่งอมทุกข์มาเป็นระบบแห่งความสุขในโรงพยาบาลเล็กๆ นี้ได้อย่างไร?”

“kohyao project – ทำโรงพยาบาลให้เป็นบ้าน”

ปลายฤดูฝน ผมได้กลิ่นฝนตกทุกๆวันที่เกาะยาว  ฝนตกลงดินชุ่มน้ำ เมล็ดพันธ์แตกหน่อเติบโต บางอย่างก็กำลังเติบโตขึ้นเช่นกัน  เรากำลังตอบคำถามจากโจทย์ข้างบนโดยใช้ความรู้ด้านมนุษยวิทยาทางการแพทย์ร่วมกับสถาปัตยกรรม  ออกแบบระบบปฏิสัมพันธิ์ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในโรงพยาบาล ไม่เพียงแต่ลักษณะของอาคาร เรายังออกแบบความสัมพันธ์ที่จะเอื้อให้ความสุขเกิดขึ้นในกระบวนการเยียวยา  เปลียนจากสถานที่ที่อึดอัดและแข็งกระด้างมาเป็น “เรือนพัก” ที่เข้ากับวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและมิติทางจิตวิญญาณ ถ้า Le Corbusier ได้มาเห็นชาวบ้านที่เกาะยาวนั่งประชุมออกแบบกับทีมสถาปนิกแล้ว เขาอาจบอกว่า “ด้วยสถาปัตยกรรม เรามาร่วมเปลี่ยนแปลงกันเถอะ”



social network
พฤศจิกายน 2, 2009, 3:35 am
Filed under: 1

facebook group

http://www.facebook.com/group.php?gid=153390039319