Kohyaoproject's Blog


แนวคิด ที่มาที่ไปของโครงการ

 

จุดเริ่มมาจากที่ชาวเกาะยาวต้องการสร้างเรือนพักผู้ป่วยแทนอาคารหลังเดิมซึ่งคับแคบและทรุดโทรม เพราะมันมาดัดแปลงเป็นอาคารหลังเก่าแก่อายุสามสิบปีที่เคยเป็น office มาก่อน ดังนั้นสถานที่จึงคับแคบและไม่ตอบสนองต่อการใช้งาน ถ้าเราสนใจเรื่องการเยียวยา นอกเหนือไปจากปัจจัยทางด้านร่างกาย จะรู้ว่ากระบวนการเยียวยาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านสุขภาพอื่นๆทางด้านจิตใจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมรวมถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณ  ผมเคยเป็นนักเรียนแพทย์ในโรงพยาบาลใหญ่โตทว่าหดหู่ แม้ว่าคนไข้จะหายจากโรคแต่เขาไม่มีความสุขเลย  กระทั่งหมอพยาบาลเองก็คงไม่มีความสุขนักในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เวลาเราได้มีโอกาสอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆในชนบท ทำอย่างไรถึงจะขจัดภาพเหล่านั้นออกไปได้  เรามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ด้วยงบประมาณอันจำกัด ทำให้เราต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ชาวบ้านช่วยกันจัดงานการกุศลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อหาเงินมาให้โรงพยาบาลด้วยตัวของเขาเอง  ก่อสร้างต่อเติมไปทีละห้อง จนสถานีอนามัยบนเกาะกลายเป็นโรงพยาบาลที่เล็กที่สุด  เป็นสิ่งที่เล็กแต่งดงาม

ในปีนี้เราจะช่วยกันทำสิ่งที่ยากที่สุดในโรงพยาบาลคือทำอาคารเรือนพักผู้ป่วยหลังนี้ เพราะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นหลายเท่า

จากการเรียนรู้ที่ผ่านมาจากชีวิตจริงในชุมชน  เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการออกแบบโรงพยาบาลแบบเดิมๆนั้นไม่อาจทำให้กระบวนการเยียวยาให้เกิดขึ้นได้  และมันค่อนข้างไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชนบท เพราะเราออกแบบตามมาตรฐานการแพทย์แบบตะวันตก ผลก็เป็นอย่างที่เห็นกันในโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไป  ใครไม่ป่วยเข้าไปแล้วก็ป่วย เราลืมไปว่าวิถีแบบเอเชียคือการที่เรามีญาติเป็นจำนวนมากที่มาเฝ้าไข้ เราจึงเห็นญาติคนไข้ผลัดเปลี่ยนกันมานอนใต้เตียงในโรงพยาบาลรัฐบาล  เราต้องการตายอย่างสงบและมีญาติพร้อมหน้าพร้อมตา  เรามีพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย  เรามีพิธีรับขวัญเด็กเกิดใหม่  แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเพราะเราไม่เคยออกแบบพื้นที่ไว้รองรับ  และเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การแพทย์แบบตะวันตกนั้นได้กันผู้คนจำนวนมากให้ออกไปจากโรงพยาบาล เช่นแพทย์พื้นบ้าน  ผู้นำศาสนาที่ผู้ป่วยศรัธทา หรือแม้กระทั่งหมอตำแย คนเหล่านี้ในอดีตคือมิติทางด้านจิตวิญญาณ  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องงมงายแต่เป็นเรื่องของระบบความสัมพันธ์ในชุมชน และสิ่งเหล่านี้เองมีผลอย่างมากที่เอื้อให้กระบวนการเยียวยาเกิดขึ้นได้  ตอนนี้มุมมองวิธีคิดด้านการแพทย์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราดูแลอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้นทั้งร่างกาย จิตใจ รวมถึงด้านสังคมเพราะความเจ็บป่วยเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านจิตใจและสังคมด้วย เวลาคนไข้มาโรงพยาบาลเรายังต้องดูไปพร้อมกันทั้งครอบครัว  เรามีสิ่งที่เรียกว่าแฟ้มครอบครัว  จะบันทึกข้อมูลสุขภาพของทุกคนในบ้าน เราดูได้ว่าภรรยาของเขาเพิ่งคลอดลูก  แม่เขาเป็นเบาหวาน เดือนที่แล้วยังไม่ได้มารับยา  ลูกคนโตยังไม่ได้มาฉีดวัคซีน บรรยากาศของการรักษาจะเต็มไปด้วยการพูดคุย ทำให้ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นโรคที่ต้องส่งต่อไปยังที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า เราจะจะประสานงานให้ผู้้ป่วยเข้าถึงได้รวดเร็ว เร็วเพราะเราได้คัดกรองไปแล้วโทรติดต่อประสานงาน  หรือบางโรคที่อยู่ในระยะสุดท้าย  โรงพยาบาลใหญ่ๆ หมดทางรักษาแล้วก็จะส่งกลับมาให้เราดูแลต่อในชุมชน  นี่คือข้อดีของการที่เราอยู่ในชุมชน  เป็นด่านแรกในระบบสุขภาพที่คนจะมาหาเรา  คุณอาจคิดว่าหมออยู่ตามบ้านนอกนั้นไม่เก่ง แต่ว่านั่นคือคนละบทบาทหน้าที่  อยู่ในชุมชนเราเน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าซ่อมสุขภาพ ไม่อย่างนั้นแล้วจะมีผู้คนจำนวนมากไปแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภาพแห่งความหดหู่ไม่มีวันหายไป  ทุกคนก็เป็นทุกข์กันเหมือนเดิม  เวลานี้โจทย์ของเราอย่างหนึ่งคือว่าทำอย่างไรให้กระบวนการสร้างสุขภาพเกิดขึ้นในทุกกระบวนการ  คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน นี่คือการจัดการความรู้ เช่นเวลาญาติมาเยี่ยมคนไข้ทุกคนควรต้องได้รับการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง  ง่ายๆแค่นี้แต่เราบอกว่าตอนนี้คุณอ้วนเกินไปแล้วนะ กินอาหารอะไรบ้าง  ถ้าเรามีห้องครัวที่เอ้ือ มีสวนสมุนไพรมีสวนครัวในโรงพยาบาล ญาติทำอาหารให้พวกเขากินกัน ตรงนี้เราก็พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้  หรือว่าญาติมาเยี่ยมแล้วอยู่ว่างๆ  ลองเข้าห้องอบสมุนไพรไหม ช่วยกันก่อฟืนนะ เราต้องทำให้ภาพอย่างนี้มันเกิดขึ้น  ถามว่าทำอย่างไรอาคารเรือนพักผู้ป่วยหลังนี้จะเกิดขึ้นได้

 แน่นอนเราต้องดูข้อด้อยของเรา ข้อด้อยของเราคืออะไร คือการออกแบบตามๆกันไปโดยใช้แบบแปลนชุดเดียว เวลาออกแบบก็ไม่ได้มาถามคนไข้ว่า ตึกแบบนี้เตียงแบบนี้ เราชอบหรือเปล่า บางที่อาจอยากได้ห้องสวดมนต์ ห้องละหมาด แต่เราไม่เคยถาม

คนไข้รู้สึกยังไง อบอุ่นแค่ไหนที่อยู่ในห้องสีเหลี่ยมขาวๆแข็งๆแบบนี้ นอนบนเตียงสูงๆที่มีราวเหล็กกั้น แล้วญาติก็ต้องนอนอัดกันอยู่ใต้เตียง  ความสำคัญของการออกแบบอยู่ที่นี่ครับ อยู่ที่การออกแบบที่ดีช่วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับหมอ ผมเคยมีประสบการณ์ ยืนตรวจคนไข้บนเตียงที่โรงพยาบาล กับไปนั่งลงตรวจคนไข้ที่นอนอยู่บนฟากที่บ้าน ต่างกันแค่นี้เองแต่ความรู้สึกมันต่างกันมาก รู้สึกใกล้ชิด การนั่งเสมอกับญาติอะไรต่างๆ พวกนี้ทำให้บรรยากาศในการรักษาต่างกันเยอะ  การออกแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ถ้าเราได้ไปซักถามกับชาวบ้านจริงๆ   พูดคุยกับพวกเขาอย่างเคารพในภูมิปัญญา แล้วเราจะเห็นมิติที่ลึกมากขึ้น  โครงการนี้ผมชวนกลุ่มสถาปนิกที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดกระบวนการพวกนี้ให้เกิดขึ้น คุณชวณัฐ ล้วนเส็งเคยทำงานแบบนี้ที่เกาะมุกด์ หรือโครงการอนุรักษ์ตลาดสามชุก แรกเริ่มเรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกัน และคุณชวณัฐก็ชักชวนเพื่อนๆสถาปิกที่มีแนวคิดคล้ายๆกัน ที่อยากจะเปลี่ยงแปลงอะไรบางอย่างแบบที่ผมเล่าให้ฟังลองมานั่งคุยกัน  จนตอนหลังพวกเขาจัดประชุมหารือที่คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ผมไปนำเสนอความเป็นมาเป็นไป  แล้วลองดูว่าใครว่างตอนไหนจะมาช่วยในขั้นตอนไหนได้บ้าง การประชุมวันนั้นคนที่มาร่่วมมีทั้งสถาปนิก นักศึกษา ศิลปินเกือบๆ สามสิบคนพวกเขาก็คุยกันว่าจะหาอาสาสมัครลงมาที่เกาะยาว ในวัันที่ชาวบ้านจัดงานการกุศลเพื่อหาทุนสร้างอาคารนั้นเอง นี่เป็นครั้งแรกที่นักออกแบบได้ลงพื้นที่ มาพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน  ลองมาวางแผนผังกับชาวบ้าน สัมภาษณ์หมอสมุนไพร บางคนก็ออกไปสำรวจสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น   ดังนั้นหลักการของการออกแบบไม่ได้มีอะไรมากกว่าการเปิดพื้นที่ให้กับชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการออกแบบนั่นเอง  ชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในขั้นตอนแรกๆนี้ไปจนถึงการปรับปรุงแบบ   พวกเขามีสิทธิเลือกแบบที่เขาต้องการจริงๆ  จนกระทั่งมีส่วนร่วมในการก่อสร้าง  และที่สำคัญกว่านั้นและจะเป็นผลที่เราต้องการคือชาวบ้านจะเป็นคนกำหนดรูปแบบกิจกรรมและการใช้พื้นที่ทั้งหมดของโรงพยาบาล ทั้งกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพที่เราคาดหวัง การเยียวยารักษาที่เข้ากับวีถีชีวิตและวัฒนธรรมของเขาก็จะเกิดขึ้น    

     ตอนนี้โครงการนี้อยู่ในขั้นตอนการนำข้อมูลทั้งหมดจากชุมชนขึ้นไปสู่การออกแบบ  โดยสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ก็จะมีเรือนนวดแผนไทย ลานชุมชน สวนสมุนไพร โรงครัวและสวนครัวและที่สำคัญคือเรือนพักผู้ป่วยจำนวนสิบเตียง มีการปรับปรุงอาคารเดิมและภูมิสถาปัตย์เพื่อให้บรรยากาศทั้งหมดนี้เป็นเนื้อเดียวกัน  ทีมออกแบบจะลงมาที่เกาะยาวอีกครั้งในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้เพื่อนำแบบจำลองทั้งหมดมาจัดนิทรรศการ  แลกเปลี่ยนความเห็นกับชาวบ้าน โดยรูปธรรมแล้วในที่สุดเราก็จะแบบของเรือนพักที่เหมาะสม  ไม่สำคัญว่าชาวบ้านจะหาเงินทุนในการก่อสร้างมาได้เท่าไร (ขณะนี้ยอดเงินจากการจัดงานการกุศลที่เกาะยาว  วันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมาคือหนึ่งแสนบาท)  เราคงต้องหาผู้สนับสนุนจากภายนอกด้วย เมื่อได้แบบแปลนแล้วผมกับชาวบ้านก็จะนำแบบแปลนนี้ไปขอสนับสนุนจากภายนอกด้วย อยากไปเล่าให้ฟังว่าเราทำอะไรมาบ้าง กระบวนการเหล่านี้มีความงดงามอย่างไร  ผมอยากให้จุดนี้เป็นจุดเริ่มในการเปลี่ยนแปลง เพราะที่สำคัญกระบวนการได้ทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นมากมาย  ทุกคนจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันกับชาวบ้านทั้งเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุข ทีมสถาปนิกและผู้สนับสนุนทั้งหลาย  นี่คือโอกาสแห่งความเป็นไปได้ พลังแห่งการบวกเพิ่มและร่วมมือกันก็จะปรากฏขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง  คุณๆทุกๆคนก็มีส่วนร่วมกับโครงการนี้ได้นะครับ

(คัดจากนิตยสาร Jibjib นิตยสารแจกฟรีบนสายการบิน ที่สัมภาษณ์ นพ.มารุต ถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ครับ)


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: